Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 22.00 น.

เราช่วยคุณได้

@epictripsthailand

Travel License : 11/12758

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

แนะนำ 12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในเยอรมัน

แนะนำ 12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในเยอรมัน

15

Dec

เยอรมนี

แนะนำ 12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในเยอรมัน

  เยอรมันคือประเทศที่การเดินทางหนึ่งครั้งให้ได้มากกว่าที่คิด หากใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจสำหรับทริปยุโรปครั้งต่อไป Epic Trips ขอพาทุกคนออกเดินทางไปพบกับ 12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในเยอรมัน จุดหมายไฮไลต์ที่รวมความสวยงาม ประวัติศาสตร์ และเสน่ห์เฉพาะตัวไว้ครบในบทความเดียว พร้อมแล้วหรือยัง? เก็บกระเป๋า แล้วออกเดินทางไปค้นพบเยอรมันในแบบที่เพื่อนๆจะหลงรักตั้งแต่ก้าวแรกกัน!

1. Rothenburg ob der Tauber

Rothenburg ob der Tauber คือเมืองยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมัน เมืองนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองเก่าและมีบรรยากาศแบบย้อนเวลาเหมือนเดินอยู่ในโลกยุคศตวรรษกลางบ้านไม้ครึ่งปูนสีพาสเทล ถนนหินกรวด และมุมถ่ายรูป ทำให้เมืองนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเส้นทาง Romantic Road และเป็นภาพจำของเยอรมันในแบบโรแมนติก

2. ป่าดำ (Black Forest)

ป่าดำ ป่าเขาขนาดใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมัน พื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องป่าสนทึบที่ทอดยาวสุดสายตา หมู่บ้านเล็กๆแบบชนบทเยอรมัน และบรรยากาศลึกลับที่เป็นแรงบันดาลใจให้เทพนิยายหลายเรื่อง ภูมิภาคนี้ทอดยาวกว่า 160 กิโลเมตรจากเหนือจรดใต้ เต็มไปด้วยเส้นทางเดินป่า ทะเลสาบใส และเมืองเก่าอย่าง Freiburg หรือ Baden-Baden ที่เป็นศูนย์กลางของสปาและบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ นักเดินทางที่มาที่นี่มักหลงเสน่ห์ความเงียบสงบของป่าสน ความสดชื่นของอากาศ และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ เช่น บ้านไม้ทรงดั้งเดิมและงานหัตถกรรมพื้นเมืองอย่างนาฬิกากุ๊กกูที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

3. ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein Castle)

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ตั้งอยู่บนหน้าผาเหนือหุบเขาใกล้เมืองฟุสเซ่น เป็นหนึ่งในปราสาทที่โด่งดังที่สุดของเยอรมันและเป็นแรงบันดาลใจให้ปราสาทดิสนีย์ ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามพระราชดำริของกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ผู้หลงใหลในศิลปะยุคกลางและตำนานอัศวิน จึงออกแบบให้มีความโรแมนติกและแฟนตาซีเหนือจริงกว่าปราสาทยุคกลางทั่วไป การก่อสร้างเริ่มในปี 1869 ตัวปราสาทตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ ทำให้มองเห็นวิวหุบเขาและทะเลสาบได้แบบพาโนรามา ภายในตกแต่งอย่างหรูหราเต็มไปด้วยภาพวาดจากตำนานเยอรมัน เช่น เรื่องของอัศวินโลเฮนกริน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 แม้พระองค์จะสร้างปราสาทเพื่อใช้เป็นที่หลบหนีจากโลกภายนอก แต่หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ไม่นาน ปราสาทก็ถูกเปิดให้ประชาชนเข้าชม และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดของเยอรมัน

4. ปราสาทไรชสบวร์ก (Reichsburg Cochem)

ปราสาทไรชสบวร์ก คือสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโคเคมในหุบเขาแม่น้ำโมเซลทางตะวันตกของเยอรมัน ปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเหนือเมือง ทำให้มองเห็นวิวแม่น้ำและไร่องุ่นที่เรียงตัวตามไหล่เขาได้แบบพาโนรามา จุดเด่นของที่นี่คือสถาปัตยกรรมสไตล์โรมานเนสก์ที่ผสมผสานกับการบูรณะในยุคศตวรรษที่ 19 ทำให้ตัวปราสาทดูทั้งขรึมแบบยุคกลางและโรแมนติกแบบปราสาทเทพนิยายในเวลาเดียวกัน แม้ตัวปราสาทดั้งเดิมจะถูกทำลายในศตวรรษที่ 17 แต่ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างงดงามในยุคต่อมา ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นขุนนางเยอรมัน ผ่านห้องโถงใหญ่ เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานศิลป์ที่ยังคงได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากนี้บริเวณรอบปราสาทยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเส้นทางเดินชมวิว เหมาะกับการถ่ายภาพเมืองโคเคมที่มีบ้านหลังคาแหลมและไร่องุ่นเป็นฉากหลัง

5. ปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Castle)

ปราสาทไฮเดลเบิร์ก ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือแม่น้ำเนคคาร์ มองลงมาเห็นวิวเมืองเก่าและสะพานหินที่เป็นเอกลักษณ์ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และเคยเป็นที่ประทับของเจ้าชายผู้ครองแคว้นพาลาทิเนต ก่อนจะถูกทำลายหลายครั้งจากสงครามและฟ้าผ่า จนกลายเป็นซากปราสาทที่งดงามในแบบโรแมนติกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ความงามของกำแพงหินสีแดงแบบเรอเนซองส์และซากอาคารที่ยังคงตั้งตระหง่าน ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เล่าเรื่องราวของยุคกลางและยุคเรอเนซองส์ของเยอรมัน ภายในยังมีจุดเด่นอย่าง “ถังไวน์ยักษ์ Heidelberg Tun” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และพิพิธภัณฑ์เภสัชกรรมที่บอกเล่าวิธีการแพทย์โบราณของยุโรป

6. หมู่บ้านรามซาว (Ramsau Village)

หมู่บ้านรามซาว เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ที่สวยสงบจนถูกยกให้เป็น “หมู่บ้านแห่งแรกของเยอรมันที่ได้รับตำแหน่ง Alpine Village” ความโดดเด่นของที่นี่คือภูเขาสูง แม่น้ำใส และทุ่งหญ้าเขียวที่ล้อมรอบชุมชนชนบทดั้งเดิม ทำให้บรรยากาศเหมือนฉากในโปสการ์ดทุกมุม ภาพที่หลายคนคุ้นตาที่สุดคือโบสถ์ St. Sebastian ที่ตั้งอยู่ริมลำธาร พร้อมสะพานไม้เก่าแก่ด้านหน้า ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพถ่ายสัญลักษณ์ของบาวาเรีย ความงามของฉากนี้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทำให้หมู่บ้านนี้เป็นจุดหมายที่ถ่ายรูปได้สวยตลอดปี

7. มหาวิหารแห่งโคโลญ (Cologne Cathedral)

มหาวิหารแห่งโคโลญ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโคโลญและเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมโกธิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป จุดเด่นที่สุดคือยอดแหลมคู่สูงกว่า 157 เมตรที่ทำให้มหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในศตวรรษที่ 19 และยังคงเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่สูงที่สุดของโลกจนถึงปัจจุบัน ความอลังการของโครงสร้างหินสีเข้มและรายละเอียดประดับแบบโกธิกทำให้ที่นี่โดดเด่นเหนือเส้นขอบฟ้าของเมืองอย่างชัดเจน การก่อสร้างเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1248 แต่หยุดชะงักไปหลายร้อยปี ก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1880 ทำให้มหาวิหารแห่งนี้เป็นเหมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมยุคกลางเข้ากับยุคใหม่ ภายในประดับด้วยกระจกสีอันวิจิตร รวมถึงหน้าต่างประวัติศาสตร์และงานศิลป์สมัยใหม่ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ไฮไลต์สำคัญคือ “Shrine of the Three Kings” หีบศพทองคำที่เชื่อกันว่าเก็บพระบรมสารีริกธาตุของโหราจารย์ทั้งสามจากตำนานคริสต์ศาสนา ทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางศรัทธามานานหลายศตวรรษ

8. จัตุรัสโรเมอร์ (Romerberg)

จัตุรัสโรเมอร์ คือศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองแฟรงก์เฟิร์ตและเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง ที่นี่เคยเป็นสถานที่จัดงานสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งพิธีราชาภิเษกและงานเทศกาลต่างๆ ทำให้พื้นที่เล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคืออาคารไม้ครึ่งปูนทรงดั้งเดิมที่เรียงรายอยู่รอบจัตุรัส โดยเฉพาะอาคารศาลาว่าการเมืองที่มีอายุกว่า 600 ปี ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะอย่างประณีตให้กลับมามีรูปลักษณ์แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสบรรยากาศยุคกลางได้อย่างชัดเจน

9. เมืองลือเนบูร์ก (Luneburg)

เมืองลือเนบูร์ก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเยอรมัน ใกล้เมืองฮัมบูร์ก และเป็นหนึ่งในเมืองเก่าแก่ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคกลางเพราะการค้าเกลือ ซึ่งเคยถูกเรียกว่า “ทองคำขาว” ของยุโรป ความมั่งคั่งจากเหมืองเกลือทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างอาคารสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบกอธิกเหนือที่ยังคงโดดเด่นจนถึงปัจจุบัน เสน่ห์ของลือเนบูร์กอยู่ที่เมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยอาคารหลังคาหน้าจั่วสูงเรียงราย ถนนหินกรวด และบรรยากาศคลาสสิกที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดี จุดเด่นอย่างย่าน Stintmarkt ริมแม่น้ำ Ilmenau เคยเป็นท่าเรือสำคัญในยุคกลาง ปัจจุบันกลายเป็นโซนร้านอาหารและคาเฟ่ที่มีชีวิตชีวา ส่วนบริเวณจัตุรัส Am Sande รายล้อมด้วยอาคารทรงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองเหนือเยอรมัน

10. พระราชวังซวิงเกอร์ (Zwinger Palace)

พระราชวังซวิงเกอร์ คือสถาปัตยกรรมบาโรกชั้นเอกของเมืองเดรสเดน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตามพระประสงค์ของกษัตริย์ออกุสตุส เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง ราชพิธี และแสดงความรุ่งเรืองของราชสำนัก ตัวอาคารโดดเด่นด้วยลานกว้างแบบสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยอาคารประดับประดาอย่างวิจิตร ทั้งซุ้มประตู รูปปั้น และน้ำพุที่สะท้อนความหรูหราในยุคบาโรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปัจจุบันที่นี่เป็นศูนย์รวมพิพิธภัณฑ์สำคัญของเดรสเดน เช่น Old Masters Gallery ที่จัดแสดงผลงานระดับโลกอย่าง Madonna Sistina ของราฟาเอล รวมถึงพิพิธภัณฑ์เครื่องลายครามและอาวุธโบราณที่สะท้อนความมั่งคั่งของราชวงศ์แซกซอน

11. Reichenau Island

Reichenau Island ตั้งอยู่ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ ทางตอนใต้ของเยอรมัน และเป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลกยูเนสโก้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เกาะแห่งนี้โด่งดังจากอารามเบเนดิกตินที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางด้านศาสนา ศิลปะ และการคัดลอกต้นฉบับหนังสือในยุคกลาง ทำให้เกาะนี้เป็นเหมือนคลังความรู้ของยุโรปในช่วงเวลานั้น เกาะแห่งนี้มีทิวทัศน์ชนบทที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยไร่องุ่นและแปลงผักที่ชาวบ้านปลูกกันมาหลายชั่วอายุคน 

12. Rakotzbrucke Bridge

Rakotzbrucke Bridge หรือที่หลายคนเรียกว่า “สะพานปีศาจ” ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ Kromlauer Park แคว้นแซกโซนี เป็นสะพานหินโค้งแคบที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยออกแบบให้เมื่อมองพร้อมเงาสะท้อนในน้ำแล้วเกิดเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ที่นี่โด่งดังไปทั่วโลก สะพานแห่งนี้ไม่ได้สร้างเพื่อการใช้งานจริง แต่ถูกออกแบบเป็นงานศิลปะในสวนแบบโรแมนติกยุคศตวรรษที่ 19 โดยใช้หินบะซอลต์ที่จัดวางอย่างประณีต

เยอรมันคือปลายทางที่มอบประสบการณ์ได้ครบในทริปเดียว และทั้ง 12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในเยอรมันที่เราแนะนำไป คือไฮไลต์ที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าจดจำยิ่งกว่าที่เคย หากอยากท่องเที่ยวเยอรมันแบบสบายใจ ไม่ต้องวางแผนเอง ให้ทุกช่วงเวลาเป็นความประทับใจ Epic Trips พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ต้นจนจบทริป ด้วยแพ็คเกจทัวร์เยอรมันคุณภาพ เส้นทางคัดสรร ไกด์มืออาชีพ และประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่คุณหาไม่ได้จากการเดินทางทั่วไป ให้ Epic Trips พาคุณไปเปิดโลกการเดินทางครั้งใหม่ ที่ทั้งสะดวก ประทับใจ และ “EPIC” สมชื่อเรา✨ >>> ทัวร์เยอรมัน

จำนวนผู้เข้าชม 138 ครั้ง