Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 22.00 น.

Hotline

083-885-3011

เราช่วยคุณได้

@epictripsthailand

Travel License : 11/12758

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เปิดลิสต์ 13 ที่เที่ยวสุดปังในฝรั่งเศส

เปิดลิสต์ 13 ที่เที่ยวสุดปังในฝรั่งเศส

04

Dec

ฝรั่งเศส

เปิดลิสต์ 13 ที่เที่ยวสุดปังในฝรั่งเศส

  ฝรั่งเศสไม่ใช่แค่ประเทศที่สวย แต่เป็นเวทีแห่งความโรแมนติกที่ทุกถนนปูทางด้วยเรื่องราว ทุกริมฝั่งน้ำแซนสะท้อนแสงไฟราวกับบทกวี และทุกหมู่บ้านเล็กๆมีกลิ่นอายละมุนของลาเวนเดอร์ที่พัดผ่านลมอ่อนๆ ราวกับกำลังชวนให้เพื่อนๆหลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนังรักที่ไม่มีวันจบ

  บทความนี้ EPIC TRIPS จะพาทุกคนออกเดินทางไปพบกับ 13 สถานที่ที่ไม่ใช่แค่ “สวย” แต่คือ “ประสบการณ์ที่ทัชหัวใจ” ที่เที่ยวที่ทำให้อยากจับมือใครสักคน… พร้อมแล้วหรือยัง? เพราะฝรั่งเศสกำลังจะทำให้เพื่อนๆหลงรัก… แบบถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ

1. หอไอเฟล (Eiffel Tower)

หอไอเฟล คือจุดหมายที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักปารีสตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าไปถึงเมืองจริงๆ โครงเหล็กสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1889 เพื่อเฉลิมฉลองความก้าวหน้าของฝรั่งเศสในงานนิทรรศการโลก กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทั้งโลกจดจำ และเป็นแลนด์มาร์คที่นักเดินทางทุกคนอยากไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต เมื่อสร้างเสร็จในปี 1889 หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร และเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี 1930 ก่อนจะถูกแซงโดยตึก Chrysler Building ในนิวยอร์ก ปัจจุบันยอดเสาอากาศทำให้ความสูงรวมเพิ่มเป็นประมาณ 330 เมตร และยังคงเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของปารีส โดยมีชั้นสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทิวทัศน์ได้ถึงสามระดับ แม้ในช่วงแรกชาวปารีสบางส่วนจะมองว่าหอไอเฟล “แปลกตาเกินไป” สำหรับเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมคลาสสิก แต่กาลเวลาทำให้มันกลายเป็นหัวใจของเมืองและเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสในระดับสากล ทุกค่ำคืนหอไอเฟลจะส่องประกายด้วยไฟนับหมื่นดวง และในทุกต้นชั่วโมงจะมีการแสดงไฟระยิบระยับที่ดึงดูดสายตาผู้คนทั่วทั้งเมือง

2. พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum)

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เริ่มต้นชีวิตของมันในศตวรรษที่ 12 ไม่ใช่ในฐานะพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นป้อมปราการของกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 เพื่อปกป้องปารีสจากการรุกราน ร่องรอยของกำแพงหินยุคกลางยังคงหลบซ่อนอยู่ในชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์จนถึงทุกวันนี้ ก่อนจะถูกปรับเป็นพระราชวังของกษัตริย์ฝรั่งเศส และหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสจึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1793 ภายในมีผลงานกว่า 600,000 ชิ้น และจัดแสดงราว 35,000 ชิ้น ครอบคลุมศิลปะตั้งแต่อารยธรรมโบราณจนถึงศตวรรษที่ 19 ภาพจำร่วมสมัยของลูฟร์คือ พีระมิดกระจก ที่ออกแบบโดย I. M. Pei ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นอย่างลงตัว ตัวพิพิธภัณฑ์เองกว้างใหญ่ราวกับเมืองหนึ่งเมือง ทำให้การเดินชมแต่ละโถงเหมือนกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

3. พระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles)

พระราชวังแวร์ซาย คือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความหรูหรา และความทะเยอทะยานของราชวงศ์ฝรั่งเศสในยุคที่ประเทศกำลังก้าวสู่ความรุ่งเรืองสูงสุด พระราชวังแห่งนี้เริ่มต้นจากกระท่อมล่าสัตว์เล็กๆ ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ชนบทเงียบสงบให้กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1661 และค่อยๆขยายจนกลายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเดินเข้าไปในแวร์ซาย จะสัมผัสได้ถึงความอลังการที่ตั้งใจออกแบบเพื่อสะท้อนอำนาจของกษัตริย์ ห้องโถงกระจกอันโด่งดัง (Hall of Mirrors) คือหัวใจของพระราชวัง แสงแดดที่สะท้อนจากกระจกกว่า 350 บานทำให้ทั้งห้องเปล่งประกายราวกับโลกอีกใบ นี่คือสถานที่ที่ราชสำนักจัดงานเลี้ยง การเจรจา และพิธีสำคัญมากมาย นอกเหนือจากตัวพระราชวัง สวนแวร์ซายคืออีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ทำให้ที่นี่โด่งดังไปทั่วโลก สวนถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยรูปแบบเรขาคณิต น้ำพุ และประติมากรรมจำนวนมาก พื้นที่กว่า 800 เฮกตาร์ ถูกจัดวางอย่างสมมาตรจนกลายเป็นต้นแบบของสวนแบบฝรั่งเศสที่หลายประเทศนำไปเลียนแบบในเวลาต่อมา

4. ดิสนีย์แลนด์ปารีส (Disneyland Paris)

ดิสนีย์แลนด์ปารีส ในปารีส ฝรั่งเศส เปิดให้บริการในปี 1992 ดิสนีย์แลนด์แห่งเดียวในยุโรป จุดเด่นคือมี 2 สวนสนุก (Disneyland Park และ Walt Disney Studios Park) ที่มีธีมแตกต่างกัน พร้อมปราสาทเจ้าหญิงนิทราที่สวยงามที่สุดและเครื่องเล่นหลากหลาย รวมถึงขบวนพาเหรดสุดอลังการ พร้อมยังเป็นศูนย์รวมการช้อปปิ้งและร้านอาหารมากมาย เครื่องเล่นแนะนำ : Peterpan's Flight, Phantom Manor, Buzz Lightyear Laser Blast และรถไฟเหาะ Indiana Jones ที่มีความท้าทายสูง เป็นต้น

5. ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe)

ประตูชัยฝรั่งเศส ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ถูกก่อสร้างขึ้นในปี 1806 และใช้เวลายาวนานถึง 30 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารฝรั่งเศสที่ต่อสู้เพื่อชาติ ด้วยความสูงประมาณ 50 เมตร และความกว้างกว่า 44 เมตร ตั้งอยู่บนจัตุรัส Place Charles de Gaulle ซึ่งเป็นจุดที่ถนนใหญ่ 12 สายพุ่งเข้าหากันราวกับรัศมีของดวงดาว ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่โดดเด่นที่สุดของปารีส เมื่อยืนอยู่ใต้ซุ้มประตู เรา จะเห็นรายละเอียดประติมากรรมอันงดงามที่เล่าเรื่องราวสงครามและชัยชนะของฝรั่งเศสในยุคต่างๆ ใต้ฐานของประตูชัยคือ “หลุมศพทหารนิรนาม” ซึ่งสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อรำลึกถึงทหารที่สละชีวิตโดยไม่ปรากฏชื่อ

6. โบสถ์แซงท์ ชาแปลล์ (Sainte Chapelle)

โบสถ์แซงท์ ชาแปลล์ คืออัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมกอธิคยุคกลาง ที่ซ่อนตัวอยู่ในปารีส และเปล่งประกายด้วยแสงสีจากกระจกสีที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมธาตุสำคัญของคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะมงกุฎหนามของพระเยซูและไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์บางส่วน การก่อสร้างเริ่มในปี 1242 และเสร็จในเวลาเพียงไม่กี่ปี ถือเป็นผลงานชั้นสูงของสถาปัตยกรรมกอธิคแบบ Rayonnant ที่เน้นความโปร่งเบาและการใช้แสงเป็นหัวใจสำคัญ

7. ล่องเรือชมแม่น้ำแซน (Seine River)

การล่องเรือชมแม่น้ำแซน คือหนึ่งในประสบการณ์ที่งดงามที่สุดของปารีส แม่น้ำแซนทอดยาวคดเคี้ยวผ่านปารีส และการล่องเรือทำให้เราได้เห็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองในมุมที่แตกต่างจากการเดินบนถนนทั่วไป ความพิเศษของการล่องเรือบนแม่น้ำแซนไม่ได้อยู่แค่ในวิว แต่ยังอยู่ในบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา กลางวันคือความสดใสของเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ส่วนช่วงเย็นเรือจะค่อยๆ ล่องผ่านเมืองที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับ และเมื่อถึงค่ำปารีสก็กลายเป็น “เมืองแห่งแสง” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อเรือแล่นผ่านหอไอเฟลที่เริ่มส่องประกาย ที่สำคัญหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การล่องเรือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่คุ้มค่าที่สุดของปารีส เพราะใช้เวลาไม่นาน ราคาเข้าถึงง่าย และให้มุมมองเมืองที่สวยงามแบบไม่ต้องเดินเยอะ เหมาะทั้งสำหรับคู่รัก ครอบครัว หรือแม้แต่คนเดินทางคนเดียวที่อยากสัมผัสปารีสในแบบผ่อนคลาย

8. วิหารมงแซงมิเชล (Mont Saint Michel)

วิหารมงแซงมิเชล คือหนึ่งในภาพฝันที่งดงามที่สุดของฝรั่งเศส เกาะหินกลางทะเลที่ตั้งตระหง่านด้วยอารามโบราณราวกับฉากจากตำนานยุคกลาง ตั้งอยู่ในแคว้นนอร์ม็องดี ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี ตามตำนานเล่าว่าในปี 708 อัครเทวดามิคาเอลได้ปรากฏในนิมิตต่อออแบร์ บิชอปแห่งอาฟร็องช์ และสั่งให้สร้างศาลเจ้าบนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งต่อมากลายเป็นอารามเบเนดิกตินในปี 966 จุดเริ่มต้นเล็กๆนี้ค่อยๆเติบโตเป็นศูนย์กลางศาสนาและการแสวงบุญที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป จุดเด่นที่ทำให้มงแซงมิเชลเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาเห็นด้วยตาตนเอง คือความงดงามเหนือจริงของมัน เกาะที่ผสานศิลปะยุคกลางเข้ากับพลังของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่เคยเป็นทั้งอาราม ป้อมปราการ และศูนย์กลางการแสวงบุญมาตลอดหลายร้อยปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาและความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของฝรั่งเศส 

9. ทุ่งลาเวนเดอร์ ณ เมืองซอลต์ (Sault Lavender Road)

ทุ่งลาเวนเดอร์ ณ เมืองซอลต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานเกษตรกรรมดั้งเดิมเข้ากับธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างลงตัว ทุ่งลาเวนเดอร์ที่นี่มีชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางชมดอกไม้ที่สวยที่สุดของโปรวองซ์ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดอกลาเวนเดอร์บานช้ากว่าโซนอื่น และยังคงความงดงามยาวนานไปจนถึงต้นเดือนสิงหาคม แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมก็คือเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม โดยจะมีเทศกาลลาเวนเดอร์ ที่จะนำลาเวนเดอร์มาแปรรูปเป็นผลิภัณฑ์ต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อกันอีกด้วย

10. มหาวิหารสตราสบูร์ก (Strasbourg Cathedral)

มหาวิหารสตราสบูร์ก คือความงดงามแบบกอธิคที่ทั้งทรงพลังและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน เป็นแลนด์มาร์คที่ทำให้เมืองสตราสบูร์กมีเสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหนในฝรั่งเศส มหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1015 และใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 1439 สิ่งที่ทำให้มหาวิหารแห่งนี้โดดเด่นที่สุดคือ ยอดหอคอยสูง 142 เมตร ซึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลกนานหลายร้อยปี เมื่อมองจากลานด้านหน้า เราจะเห็นรายละเอียดบนผนังหินทรายสีชมพูที่แกะสลักอย่างประณีตจนแทบไม่อยากละสายตา นักเขียนชื่อดังอย่าง Victor Hugo ยังเคยบรรยายไว้ว่าเป็น “ความงามที่เบาบางราวกับแสง”

11. เมืองกอลมาร์ (Colmar)

สถานที่ต่อไปคือ เมืองกอลมาร์ เมืองที่เหมือนถูกยกออกมาจากเทพนิยาย อบอุ่น สีสันสดใส และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้ใครมาเยือนก็หลงรักทันที เมืองนี้โดดเด่นด้วยบ้านไม้ครึ่งปูนหลากสีที่เรียงตัวริมคลองเล็กๆ ถนนหินโบราณ และบรรยากาศที่ผสมความเป็นฝรั่งเศสกับเยอรมันอย่างลงตัว เพราะกอลมาร์เคยสลับสัญชาติไปมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ทำให้เมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนที่ไหนในฝรั่งเศสเลย การเดินเล่นในเมืองกอลมาร์จะรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากหนังดิสนีย์ โดยเฉพาะย่าน Little Venice ที่บ้านสีพาสเทลสะท้อนกับผืนน้ำอย่างสวยงามจนกลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลกเลยทีเดียว

12. เมืองนีซ (Nice)

เมืองนีซ เป็นเมืองใหญ่บนชายฝั่งเฟรนช์ริเวียร่า ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองตากอากาศที่สวยงาม มีชายหาดกรวดและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส เมืองนี้มีทั้งหาดโค้งยาวสีฟ้าใส และย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา เป็นอีกมุมที่น่ารักมาก เต็มไปด้วยตรอกเล็กๆ ร้านไอศกรีม คาเฟ่ และตลาดท้องถิ่นที่ทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาแบบอบอุ่น เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 5 ของฝรั่งเศส ผสมผสานสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสและอิตาลี 

13. เมืองลียง (Lyon)

เมืองลียง เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรม อาหาร และวัฒนธรรม โดยมีเขตเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้ เป็นที่รู้จักจากการเป็นศูนย์กลางการทอผ้าไหมในอดีต มีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จากการเป็นบ้านเกิดของพี่น้องลูมิแยร์ และมีเทศกาลแสงสว่าง (Fête des Lumières) ในช่วงต้นเดือนธันวาคม นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย

เมื่อเราเดินทางผ่าน 13 ที่เที่ยวสุดโรแมนติกในฝรั่งเศสแล้ว จะเห็นได้ว่าเสน่ห์ของประเทศนี้ไม่ได้อยู่แค่ในภาพสวยๆ หรือแลนด์มาร์คอันโด่งดัง แต่อยู่ในความรู้สึกเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และถ้าใครเริ่มรู้สึกว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต…ฉันอยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง” ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าฝรั่งเศสได้เรียกคุณแล้ว! Epic Trip พร้อมพาทุกคนไปสัมผัสทุกโมเมนต์เหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ทั้งล่องเรือ จิบไวน์ ชมวิวสวย และเก็บโมเมนต์พิเศษแบบที่รูปถ่ายก็ยังถ่ายทอดไม่หมด✨ พร้อมออกเดินทางไหม? คลิกชมโปรแกรมได้เลย >>> ทัวร์ฝรั่งเศส

จำนวนผู้เข้าชม 168 ครั้ง