Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 22.00 น.

Hotline

083-885-3011

เราช่วยคุณได้

@epictripsthailand

Travel License : 11/12758

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

แนะนำ 12 จุดเช็คอินสุดปังในนาโกย่า

แนะนำ 12 จุดเช็คอินสุดปังในนาโกย่า

26

Nov

ญี่ปุ่น

แนะนำ 12 จุดเช็คอินสุดปังในนาโกย่า

  ใครกำลังวางแผนไปนาโกย่า แล้วอยากได้ลิสต์ที่เที่ยวสวยๆ ไว้ถ่ายรูปแบบจุกๆรึป่าว? มาทางนี้เลย เพราะ Epic Trips รวบรวม 12 จุดเช็คอินเด็ดในนาโกย่า ที่ทั้งเดินง่าย บรรยากาศดี และได้รูปสวยแบบไม่ต้องพยายามเยอะไว้ให้แล้ว! เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ปราสาทหรือย่านช้อปปิ้งนะ แต่ยังซ่อนมุมเก๋ๆ ตั้งแต่สวนสวย ศาลเจ้าที่ฮิตสุดๆ ไปจนถึงแลนด์มาร์คประจำเมืองที่ไปแล้วต้องร้องว้าว รับรองว่าทริปนี้จะได้ทั้งความประทับใจและรูปลงโซเชียลแบบสต็อกแน่นเป็นเดือนแน่นอน... ถ้าพร้อมแล้วไปจดลิสต์กันเล้ยย!✨

1. สวนโทคุกาวะเอ็น (Tokugawaen Garden)

สวนโทคุกาวะเอ็น ในเมืองนาโกย่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนเสน่ห์ของสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมได้อย่างงดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่ง สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะโดยตระกูลโทคุกาวะ ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เดิมทีพื้นที่นี้เคยเป็นคฤหาสน์พักผ่อนของเจ้าแคว้นโอวาริ และต่อมาได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นสวนที่เปิดต้อนรับผู้คนทั่วไป ภายในสวนถูกออกแบบตามแนวคิด “จิเซ็นไคยูชิกิ” หรือสวนที่มีบ่อน้ำและเส้นทางเดินรอบๆ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งลำธาร น้ำตก หุบเขา และบ่อน้ำใหญ่ที่เปรียบเสมือนมหาสมุทรขนาดย่อม เมื่อเดินเข้าสู่สวนจะพบกับความสงบที่แตกต่างจากความคึกคักของเมืองนาโกย่า เสียงน้ำไหลจากลำธารและน้ำตกเล็กๆ ประกอบกับเสียงนกร้องทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกไว้ทั่วสวนจะเปลี่ยนสีและบานสะพรั่งไปตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิเต็มไปด้วยดอกโบตั๋นและไอริสที่สดใส ฤดูร้อนให้ความรู้สึกเย็นสบายท่ามกลางสีเขียวชอุ่ม ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาที่สวนสวยที่สุด ใบไม้เปลี่ยนสีแดง ส้ม และเหลืองสะท้อนกับผิวน้ำในบ่อใหญ่ ส่วนฤดูหนาวแม้จะเรียบง่าย แต่ก็มีเสน่ห์ในความสงบและความนิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ไฮไลต์สำคัญของสวนคือศาลา Kansenro ที่ตั้งอยู่ริมบ่อน้ำใหญ่ เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภาพสะท้อนของภูมิทัศน์โดยรอบได้อย่างงดงาม

2. ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle)

ปราสาทนาโกย่า เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานที่มั่นของตระกูลโทคุกาวะในภูมิภาคโอวาริ ตัวปราสาทมีหอคอยหลักสูงถึง 48 เมตร และหอคอยรองสูง 24 เมตร โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นแท้ที่ผสมผสานความสง่างามและความแข็งแกร่ง จุดที่สะดุดตาที่สุดคือ คินชะจิ (Kinshachi) ปลาหัวเสือทองคำที่ประดับอยู่บนหลังคา ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนาโกย่า นอกจากตัวปราสาทแล้ว บริเวณรอบๆ ยังมีสวนที่จัดไว้อย่างสวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่นและถ่ายภาพ อีกทั้งยังมีการจัดแสดง “กองทัพนักรบซามูไรนาโกย่า” ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวและจัดการแสดงพิเศษในวันหยุด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

3. Ghibli Park

Ghibli Park ที่นี่ไม่ได้เป็นสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหวือหวา แต่เป็นการสร้างบรรยากาศและฉากจากภาพยนตร์จิบลิให้ผู้มาเยือนได้เดินสำรวจด้วยตนเอง มีโซนหลักอยู่ 5 โซนด้วยกัน ได้แก่ Ghibli’s Grand Warehouse อาคารหลักที่รวมฉากจำลอง นิทรรศการ และร้านค้า, Hill of Youth โซนต้อนรับผู้มาเยือน มีบ้านจากเรื่อง Whisper of the Heart และหอคอยโลกแห่งจิบลิ, Dondoko Forest ป่าและบ้านของโทโทโร่ สร้างบรรยากาศอบอุ่นสำหรับครอบครัว, Mononoke Village จำลองหมู่บ้านจาก Princess Mononoke พร้อมรูปปั้นสัตว์เทพยักษ์ และ Valley of Witches รวมฉากจาก Howl’s Moving Castle และ Kiki’s Delivery Service


4. อาคารโอเอซิส 21 (Oasis 21)

อาคารโอเอซิส 21 หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของเมืองนาโกย่า อาคารนี้ถูกออกแบบให้เป็นทั้งศูนย์การค้า สถานีขนส่ง และพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อน โดยมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือ “Spaceship Aqua” หลังคากระจกใสขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลอยู่ด้านบน ทำให้เมื่อมองจากด้านล่างจะเห็นแสงสะท้อนระยิบระยับราวกับยานอวกาศลอยอยู่กลางเมือง สิ่งที่ทำให้ Oasis 21 มีเสน่ห์มากขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศตามเวลา กลางวันจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาช้อปปิ้งและพักผ่อน ส่วนกลางคืนเมื่อแสงไฟสะท้อนกับน้ำบน Spaceship Aqua จะเกิดภาพที่สวยงามราวกับโลกอนาคต นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวเมืองนาโกย่า โดยเฉพาะการมองเห็นหอทีวีนาโกย่า (Nagoya TV Tower) ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน กลายเป็นภาพถ่ายยอดนิยมที่สะท้อนความโมเดิร์นของเมืองนี้ได้อย่างชัดเจน

5. สวนสนุกเลโก้แลนด์ (Legoland Japan)

สวนสนุกเลโก้แลนด์ สวนสนุกที่สร้างขึ้นเพื่อโลกแห่งจินตนาการของตัวต่อเลโก้โดยเฉพาะ และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ครอบครัวนิยมมากที่สุดในภูมิภาคชูบุ เมื่อก้าวเข้าสู่เลโก้แลนด์จะสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างขึ้นจากตัวต่อเลโก้แทบทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นปราสาท บ้านเมือง หรือสัตว์ต่างๆ ที่ถูกประกอบขึ้นอย่างละเอียดจนดูมีชีวิตจริง ภายในสวนสนุกแบ่งออกเป็นหลายโซนที่มีธีมแตกต่างกัน เช่น โซนผจญภัย โซนเมืองเลโก้ และโซนที่จำลองสถานที่สำคัญของญี่ปุ่นและโลกในรูปแบบเลโก้ขนาดย่อส่วน ไฮไลต์ที่หลายคนชื่นชอบคือ “Miniland” ซึ่งใช้ตัวต่อเลโก้กว่าหลายล้านชิ้นในการสร้างเมืองจำลองที่มีรายละเอียดสมจริง ตั้งแต่โตเกียวโอเปร่าเฮาส์ไปจนถึงปราสาทนาโกย่า

6. ย่านซากาเอะ (Sakae)

ย่านซากาเอะ คือหัวใจแห่งความคึกคักของเมืองนาโกย่า เป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้ง ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหลับใหล ซากาเอะยังเป็นพื้นที่ที่รวมทุกสิ่งสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่าง Mitsukoshi และ Matsuzakaya ที่เต็มไปด้วยสินค้าแฟชั่นและแบรนด์หรู ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อของนาโกย่า เช่น มิโซะคัตสึ เทบะซากิ และคิชิเมน รวมไปถึงคาเฟ่และบาร์ที่เปิดต้อนรับจนดึกดื่น ทำให้ที่นี่เป็นย่านที่สามารถใช้เวลาได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน

7. ย่านโอสุ (Osu)

ย่านโอสุ แหล่งช้อปปิ้งและวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเก่าและใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ตั้งแต่ร้านแฟชั่นทันสมัย ร้านขายของมือสอง ไปจนถึงร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ที่นี่ถูกเปรียบเทียบกับย่านอากิฮาบาระของโตเกียวในเวอร์ชั่นนาโกย่า สิ่งที่ทำให้โอสุมีเอกลักษณ์คือความหลากหลายและบรรยากาศที่เป็นกันเอง เราสามารถเจอร้านขายกิโมโนโบราณอยู่ข้างๆ ร้านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่น หรือร้านอาหารท้องถิ่นที่เสิร์ฟเมนูนาโกย่าแท้ๆ อยู่ใกล้กับร้านคาเฟ่สไตล์โมเดิร์น ทุกอย่างผสมผสานกันจนกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร จุดเด่นอีกอย่างคือการเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมย่อยและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ที่นี่จึงเต็มไปด้วยกิจกรรมและงานเทศกาลตลอดทั้งปี โดยเฉพาะงาน Osu Kannon Festival ที่มีขบวนพาเหรดคอสเพลย์และการแสดงบนถนน ซึ่งดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวให้มาร่วมสนุก

8. ศาลเจ้าอาสึตะ (Atsuta Shrine)

ศาลเจ้าอาสึตะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือมานานกว่าสองพันปี เรื่องเล่าที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้โด่งดังที่สุดคือการเป็นที่ประดิษฐานของดาบศักดิ์สิทธิ์ คุซานางิ โนะ สึรุงิ (Kusanagi-no-Tsurugi) ซึ่งเป็นหนึ่งใน “สามสมบัติแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่น” หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ดาบเล่มนี้จึงทำให้ศาลเจ้าอาสึตะมีสถานะสูงส่งและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่สำคัญ ศาลเจ้าหลักสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบชินโตที่เรียบง่ายแต่สง่างาม และยังมีศาลเจ้าย่อยกว่า 60 แห่งกระจายอยู่รอบๆพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะตัว จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้าอาสึตะเป็นที่นิยมไม่ใช่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ของดาบคุซานางิเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมและเทศกาลสำคัญตลอดทั้งปี โดยเฉพาะงานปีใหม่ที่มีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะนับล้านคน เพื่อขอพรให้ชีวิตราบรื่นและโชคดี อีกทั้งยังมีพิธีแต่งงานแบบชินโตที่จัดขึ้นในบรรยากาศสงบและงดงาม ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผูกพันกับชีวิตของผู้คนในทุกช่วงเวลา

9. วัดโอสุคันนง (Osu Kannon Temple)

วัดโอสุคันนง วัดพุทธที่มีประวัติยาวนานและเป็นศูนย์กลางจิตใจของผู้คนในพื้นที่ สิ่งที่ทำให้วัดนี้โดดเด่นคือการเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคันนง (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งผู้คนให้ความเคารพนับถืออย่างมาก และยังมีห้องสมุดโบราณที่เก็บรักษาคัมภีร์และเอกสารทางพุทธศาสนามากมาย รวมถึงต้นฉบับของ Kojiki หนังสือบันทึกตำนานญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุด

10. ศาลเจ้ามิวะ (Miwa Shrine)

ศาลเจ้ามิวะ มีประวัติยาวนานและผูกพันกับชุมชนในย่านโอสุมาแต่โบราณ จุดเด่นที่สุดของศาลเจ้าแห่งนี้คือ “กระต่าย” ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น เครื่องราง หรือสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของศาลเจ้า กระต่ายในความเชื่อของญี่ปุ่นเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคและการคุ้มครอง จึงทำให้ผู้คนมักมาขอพรเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย นอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ศาลเจ้ามิวะยังมีเสน่ห์ในเชิงวัฒนธรรมและการถ่ายภาพ เพราะบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายของสถาปัตยกรรมชินโตกับความน่ารักของสัญลักษณ์กระต่าย ทำให้ที่นี่เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ชื่นชอบ โดยเฉพาะการค้นหากระต่ายที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ซึ่งกลายเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ทำให้การมาเยือนมีสีสันมากขึ้น

11. พิพิธภัณฑ์โตโยต้า (Toyota Automobile Museum)

พิพิธภัณฑ์โตโยต้า สัมผัสกับการจัดแสดงที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของโตโยต้าในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรทอผ้า ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลโทโยดะ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การผลิตรถยนต์ในเวลาต่อมา ภายในมีการจัดแสดงเครื่องจักรทอผ้าโบราณที่ยังคงทำงานได้จริง พร้อมทั้งการสาธิตที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีสิ่งทอกับการออกแบบเครื่องยนต์ จุดนี้ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์รถยนต์ทั่วไป เพราะมันเล่าเรื่องราวของ “การเปลี่ยนผ่าน” จากอุตสาหกรรมหนึ่งไปสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่งอย่างทรงพลัง

12. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Port of Nagoya Public Aquarium)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พื้นที่ของอควาเรียมกว้างกว่า 41,000 ตารางเมตร และมีสัตว์น้ำมากกว่า 50,000 ตัวจากกว่า 500 สายพันธุ์ อควาเรียมแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองอาคารหลักคือ North Building ที่เน้นการจัดแสดงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วาฬ และ South Building ที่นำเสนอความหลากหลายของระบบนิเวศทางทะเล ตั้งแต่เขตเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงเขตขั้วโลกเหนือและใต้ ภายในมีตู้จัดแสดงน้ำขนาดมหึมา ความจุสูงสุดถึง 13.4 ล้านลิตร ซึ่งทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศเสมือนอยู่กลางมหาสมุทรจริงๆ นอกจากการจัดแสดงแล้ว อควาเรียมยังมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและอนุรักษ์ โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับวาฬและสัตว์ทะเลหายาก รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของมหาสมุทรและการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนกับความมหัศจรรย์ของชีวิตใต้ทะเล

ไม่ว่าเพื่อนๆจะอยากตามรอยมุมถ่ายรูปสุดฮิต หรือออกไปสัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบละมุนๆ ทั้ง 12 จุดเช็คอินในนาโกย่าที่ Epic Trips คัดมาให้ บอกเลยว่าช่วยให้ทริปของทุกคนสนุกและได้รูปเพียบแน่นอน! และถ้าอยากเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ต้องหาข้อมูลเอง ให้ Epic Trips ดูแลทั้งทริป เรามีแพ็คเกจนาโกย่าสุดคุ้ม พร้อมไกด์มืออาชีพ พาไปครบทุกที่…แค่แพ็คกระเป๋าแล้วบินไปฟินด้วยกันได้เลย >>> ทัวร์นาโกย่า 

จำนวนผู้เข้าชม 226 ครั้ง