Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 22.00 น.

Hotline

083-885-3011

เราช่วยคุณได้

@epictripsthailand

Travel License : 11/12758

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

ตะลุยเที่ยว 12 เมืองสวย สุดคลาสสิกทั่วอิตาลี

ตะลุยเที่ยว 12 เมืองสวย สุดคลาสสิกทั่วอิตาลี

27

Oct

อิตาลี

ตะลุยเที่ยว 12 เมืองสวย สุดคลาสสิกทั่วอิตาลี

  "อิตาลี" ดินแดนแห่งศิลปะ ประวัติศาสตร์ และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ประเทศที่ทุกมุมถนนเต็มไปด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา ทุกเมืองล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหาและความงามให้หลงใหลไม่รู้จบ ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่าหรือพาสต้า แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและบรรยากาศโรแมนติกที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก ไม่ว่าเพื่อนๆจะหลงใหลในศิลปะ สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ หรือแค่ต้องการเดินเล่นในเมืองเก่าพร้อมจิบเอสเพรสโซ่ อิตาลีก็มีเมืองหนึ่งที่รอให้ทุกคนได้ตกหลุมรัก

  มาร่วมออกเดินทางไปกับ Epic Trips ใน 12 เมืองสวย พร้อมแนะนำที่เที่ยวทั่วอิตาลีที่จะพาเพื่อนๆสัมผัสความงามหลากหลาย ตั้งแต่เหนือจรดใต้ แล้วทุกคนจะรู้ว่า “อิตาลี” ไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทาง แต่คือประสบการณ์ที่อบอุ่นอยู่ในหัวใจตลอดไป❤️

1. มิลาน (Milan)

มิลาน เมืองสำคัญทางตอนเหนือของอิตาลี เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีชื่อเสียงด้านแฟชั่นระดับโลก ศิลปะ และสถาปัตยกรรม โดยมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมดีไซน์และศิลปะมาตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์ มีสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่ผสมผสานความเก่าแก่กับความทันสมัยอย่างลงตัว ถือเป็นเมืองเอกของแคว้นลอมบาร์เดีย และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิตาลีรองจากกรุงโรม มีประชากรราว 1.4 ล้านคน สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ Piazza del Duomo จัตุรัสกลางเมืองที่ล้อมรอบด้วยอาคารประวัติศาสตร์ เช่น มหาวิหารดูโอโม่ มหาวิหารกอธิคขนาดมหึมาที่ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 600 ปี เป็นหนึ่งในมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดดเด่นด้วยยอดแหลมและรูปปั้นหินอ่อนกว่า 3,000 รูป พระราชวังหลวง และห้างหรูยอดนิยมอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II อาคารสไตล์อาร์เคดจากศตวรรษที่ 19 มีร้านแบรนด์เนมและร้านอาหารระดับพรีเมี่ยม เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก, ปราสาทสฟอร์เซสโก้ (Sforzesco Castle) อดีตป้อมปราการที่ปัจจุบันเป็นแหล่งรวบรวมผลงานศิลปะที่สำคัญของอิตาลี เป็นต้น

2. กรุงโรม (Rome)

กรุงโรม เป็นเมืองหลวงของอิตาลีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,700 ปี เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมตะวันตกและศาสนาคริสต์ เต็มไปด้วยโบราณสถานระดับโลกที่ยังคงงดงามและทรงคุณค่า โดยเริ่มต้นจากหมู่บ้านเล็กๆในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ก่อนจะเติบโตเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกรที่ครอบคลุมแถบเมดิเตอร์เรเนียน โรมได้รับฉายาว่า "เมืองอมตะ (Eternal City)" เพราะแม้จะผ่านยุคเสื่อมถอยและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง แต่ยังคงรักษาโบราณสถานและวัฒนธรรมอันล้ำค่าไว้ได้อย่างน่าทึ่ง สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ คลอสเซียม (Colosseum) อัฒจันทร์โบราณขนาดมหึมา ที่เคยใช้จัดการประลองของนักรบกลาดิเอเตอร์ในยุคโรมัน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 1 และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม, น้ำพุเทรวี น้ำพุสุดอลังการที่นักท่องเที่ยวมักโยนเหรียญเพื่อขอพรในการกลับมาเยือนโรมอีกครั้ง, บันไดสเปน (Spanish Steps) เป็นบันไดหินอ่อนที่กว้างและยาวที่สุดในยุโรป เชื่อมระหว่างจัตุรัสสเปนกับโบสถ์ Trinità dei Monti สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 และเป็นจุดนัดพบยอดนิยมในกรุงโรม เป็นต้น

3. นครรัฐวาติกัน (Vatican City)

เมื่อมากรุงโรมก็พลาดไม่ได้กับการมาเยือน นครรัฐวาติกัน นครวาติกันมีพื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,000 คน ได้รับเอกราชจากอิตาลีตามสนธิสัญญาลาเตรันในปี ค.ศ. 1929 แม้จะมีขนาดเล็ก แต่นครแห่งนี้ก็มีบทบาทสำคัญในด้านศาสนา ศิลปะ และประวัติศาสตร์โลก โดยเฉพาะในฐานะผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมของคริสต์ศาสนา สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วาติกัน แหล่งรวบรวมงานศิลปะเก่าแก่หลายยุคหลายสมัย, มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ (St. Peter's Basilica) มหาวิหารคริสต์ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างในยุคเรอเนสซองส์โดยสถาปนิกชื่อดัง ภายในมีรูปปั้น Pietà และโดมขนาดใหญ่ที่สามารถขึ้นไปชมวิวได้ เป็นต้น

4. เวนิส (Venice)

เวนิส เมืองลอยน้ำที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ประกอบด้วยเกาะเล็กๆกว่า 118 เกาะ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานกว่า 400 แห่ง และคลองนับร้อยสาย เมืองเวนิสเคยเป็นสาธารณรัฐอิสระที่รุ่งเรืองด้านการค้าและการเดินเรือในช่วงยุคกลางถึงเรอเนสซองส์ โดยมีผู้นำเรียกว่า Doge ซึ่งปกครองเมืองมานานกว่า 1,000 ปี ด้วยทำเลที่ตั้งในทะเลอาเดรียติก เวนิสกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างยุโรปกับโลกตะวันออก และเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพล ปัจจุบันเวนิสได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้ และต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคนต่อปี สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ จัตุรัสซานมาร์โค (Piazza San Marco) จัตุรัสกลางเมืองเวนิสที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี ล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม, วิหารเซนต์มาร์ก (Saint Mark's Basilica) มหาวิหารโดมทองอันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ตกแต่งด้วยโมเสกสีทองและศิลปะไบแซนไทน์, พระราชวังดอจส์ พระราชวังสไตล์โกธิคที่เคยเป็นที่พำนักของผู้นำเมืองเวนิส ภายในมีห้องโถงราชการ คุกใต้ดิน และนิทรรศการศิลปะ, ลีโอเน่ (Lione) รูปปั้นสิงโตตัวใหญ่ติดปีกพร้อมถือหนังสือ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองเวนิส, สะพานถอนหายใจ สะพานหินสีขาวแบบบาโรกที่เชื่อมระหว่างพระราชวังดอร์จกับเรือนจำ ว่ากันว่าสะพานแห่งนี้คือจุดที่นักโทษจะเดินผ่านและมองเห็นวิวเมืองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกคุมขัง เป็นต้น 

5. เซียนา (Siana)

เซียนา เมืองยุคกลางในแคว้นทัสคานีที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ใจกลางเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้ และยังคงรักษาบรรยากาศดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม เมืองเซียนาเคยเป็นคู่แข่งสำคัญของฟลอเรนซ์ในยุคกลาง โดยรุ่งเรืองด้านการธนาคารและการค้าตั้งแต่ศตวรรษที่ 13–14 มีต้นกำเนิดจากชาวอีทรัสคัน และเติบโตเป็นเมืองอิสระที่มีระบบการปกครองของตนเอง สถาปัตยกรรมแบบโกธิคและจัตุรัสรูปเปลือกหอยคือเอกลักษณ์ที่ทำให้เซียนาโดดเด่นในสายตานักเดินทางทั่วโลก สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ มหาวิหารเซียนา มหาวิหารสไตล์โรมาเนสก์โกธิคที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดดเด่นด้วยลานหินอ่อนขาวดำที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ภายในมีภาพโมเสกและงานแกะสลักอันวิจิตร รวมถึงพื้นหินอ่อนที่ตกแต่งอย่างประณีต, Piazza del Campo จัตุรัสยุคกลางรูปทรงเปลือกหอยที่เป็นหัวใจของเมืองเซียนา ใช้จัดเทศกาลแข่ม้า Palio di Siena ปีละสองครั้ง เป็นหนึ่งในจัตุรัสที่สวยที่สุดในยุโรป ล้อมรอบด้วยอาคารประวัติศาสตร์และร้านอาหารท้องถิ่น, Azienda Agricola La Lastra โรงผลิตไวน์ท้องถิ่นที่เปิดให้เข้าชมและชิมไวน์ พร้อมเรียนรู้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมของแคว้นทัสคานี เป็นต้น

6. เวโรนา (Verona)

เวโรนา เมืองเก่าแก่ในแคว้นเวเนโต มีชื่อเสียงจากบทละครโรมิโอและจูเลียตของเชกสเปียร์ และยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโรมันและยุคกลางไว้อย่างงดงาม จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้ เมืองเวโรนาเริ่มต้นจากการเป็นเมืองของชาวอีทรัสคันและกลายเป็นเมืองสำคัญในจักรวรรดิโรมัน มีบทบาทด้านการค้าและวัฒนธรรมตลอดหลายศตวรรษ ปัจจุบันเป็นเมืองที่ผสมผสานความโรแมนติกกับประวัติศาสตร์อย่างลงตัว โดยเฉพาะการเป็นฉากของโศกนาฏกรรมรัก “โรมิโอและจูเลียต” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ บ้านของจูเลียต (Juliet’s house) เป็นอาคารสมัยศตวรรษที่ 14 ที่ถูกสร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของความรักในนวนิยายเรื่องโรมิโอและจูเลียต ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์และถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นจูเลียตได้, Verona Arena โรงละครกลางแจ้งแบบโรมัน ลักษณะเหมือนโคลอสเซี่ยมที่กรุงโรมแต่ขนาดเล็กกว่า, สะพานหินปงเต ปิเอตรา (Ponte Pietra) สะพานโรมันเก่าแก่ที่สุดในเมือง สร้างขึ้นในปี 100 ก่อนคริสตกาล เดิมมี 5 ช่องโค้ง แต่ถูกทำลายบางส่วนในปี 1945 โดยกองทัพเยอรมัน และได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1957 ด้วยหินทรายเวอร์ทีนและอิฐ ปัจจุบันสะพานแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ของเมือง และเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เป็นต้น

7. ปิซ่า (Pisa)

ปิซ่า เมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกจาก “หอเอนปิซ่า” และจัตุรัสดูโอโม่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโรมันและยุคกลาง เมืองปิซ่าเคยเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองในยุคกลางและมีบทบาทสำคัญในด้านการค้าและการเดินเรือ ปัจจุบันเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตชีวา และเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ หอเอนปิซ่า หอระฆังหินอ่อนจากศตวรรษที่ 14 ที่มีความสูง 56 เมตร และเอนเอียงอย่างมีชื่อเสียงระดับโลก เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่นักท่องเที่ยวต้องมาโพสท่าถ่ายรูป, มหาวิหารปิซ่า อาสนวิหารเก่าแก่ที่สุดในจัตุรัสปิอาซซา เดอี มิราโกลี (Piazza dei Miracoli) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมสไตล์โรมาเนสก์แบบปิซาน ซึ่งผสมผสานศิลปะจากหลายอิทธิพล และได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกโดยยูเนสโก้อีกด้วย, Camposanto สุสานโบราณที่ล้อมรอบด้วยโถงทางเดินแบบโกธิค มีภาพเฟรสโกจากศตวรรษที่ 14 และเป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในเมือง เป็นต้น

8. โบโลญญา (Bologna)

โบโลญญา เป็นเมืองหลวงของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาทางตอนเหนือของอิตาลี มีชื่อเสียงด้านอาหาร สถาปัตยกรรมยุคกลาง และมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกยุโรป เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคอีทรัสคัน ก่อนจะกลายเป็นอาณานิคมของโรมันในชื่อ Bononia ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล โบโลญญาเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าและการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยโบโลญญา ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1088 ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ปัจจุบันเมืองนี้ยังคงรักษาโครงสร้างเมืองยุคกลางไว้ได้อย่างดี มีตรอกซอกซอยที่ปูด้วยหิน อาคารอิฐสีแดง และซุ้มทางเดินโค้ง (portico) ที่ทอดยาวกว่า 38 กิโลเมตรทั่วเมือง สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ Piazza Maggiore จัตุรัสกลางเมืองที่เป็นหัวใจของเมืองโบโลญญา ล้อมรอบด้วยอาคารยุคกลางและเรอเนสซองส์ เป็นจุดรวมพลของนักท่องเที่ยวและชาวเมือง มีคาเฟ่ริมทางและนักดนตรีเปิดหมวกสร้างบรรยากาศ, มหาวิหารซานเปโตรนิโอ เป็นมหาวิหารกอธิคที่สำคัญในอิตาลี สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1390-1663 มีขนาดใหญ่ ยาว 132 เมตร กว้าง 60 เมตร และสูง 44 เมตร แต่มีสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนและสมดุล เป็นต้น

9. ชิงเคว เทเร (Cinque Terre)

ชิงเคว เทเร คือกลุ่มหมู่บ้านริมทะเล 5 แห่ง อันได้แก่ Monterosso al Mare, Vernazza, Corniglia, Manarola และ Riomaggiore ตั้งอยู่ในแคว้นลีกูเรียที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้ในปี 1997 หมู่บ้านเหล่านี้โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสันสดใสที่ตั้งเรียงรายบนหน้าผาริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สะท้อนวิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมและทัศนียภาพอันงดงาม แถมยังมีอากาศที่ดีสุดๆ ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป จึงเหมาะกับการมาเที่ยวพักตากอากาศตลอดทั้งปี

10. โคโม่ (Como)

โคโม่ เมืองริมทะเลสาบที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคโรมัน และเป็นจุดหมายยอดนิยมในแคว้นลอมบาร์เดีย ด้วยทิวทัศน์ทะเลสาบโคโม่อันโรแมนติกและสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่ผสมผสานศิลปะกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว เมืองแห่งนี้เคยเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิโรมันในชื่อ Novum Comum และเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าและศิลปะในยุคกลาง ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโคโม่ และเป็นที่ตั้งของทะเลสาบโคโม่ นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ Alessandro Volta ผู้คิดค้นแบตเตอรี่ไฟฟ้า และยังคงรักษาเสน่ห์ของเมืองเก่าไว้ผ่านโบสถ์ วิลล่า และสวนสาธารณะริมทะเลสาบอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ ทะเลสาบโคโม่ (Lake Como) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านความงามตามธรรมชาติและทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขาแอลป์ที่ล้อมรอบ เป็นที่ตั้งของเมืองตากอากาศยอดนิยม และเป็นแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง, มหาวิหารโคโม่ ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยภายในอันหรูหรา ประดับด้วยภาพเฟรสโก ผ้าทอ และงานศิลปะจากยุคเรอเนสซองส์ เป็นต้น

11. ชายฝั่งอามาลฟี (Amalfi Coast)

ชายฝั่งอามาลฟี แนวชายฝั่งทางตอนใต้ของคาบสมุทรซอร์เรนโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ในปี 1997 โดดเด่นด้วยภูมิประเทศริมทะเลที่สวยงาม เมืองเล็กๆบนหน้าผา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ชายฝั่งอามาลฟีทอดยาวจากเมืองโปซีตาโน (Positano) ไปจนถึงวิเอตรีซุลมาเร (Vietri sul Mare) ครอบคลุมหมู่บ้านและเมืองริมทะเลกว่า 13 แห่ง เช่น อามาลฟี, ราเวลโล, มีโนรี, มาโยรี และอาตรานี โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหน้าผาสูงชันที่ลดหลั่นลงสู่ทะเลไทร์เรเนียน บ้านเรือนสีพาสเทลเรียงรายตามแนวเขา สลับกับสวนมะนาวและไร่องุ่น เป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาด สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ มหาวิหารอามาลฟี (Duomo di Amalfi) เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกยุคกลาง สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนักบุญแอนดรูว์ และเป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุของท่าน, เมืองโพซิตาโน (Positano) หมู่บ้านริมทะเลที่มีเสน่ห์เต็มไปด้วยบ้านเรือนสีสันสดใส ตรอกซอกซอยที่สวยงาม และชายหาด, เมืองราเวลโล (Ravello) เมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีทิวทัศน์ชายฝั่งที่งดงามน่าทึ่ง เป็นต้น

12. ฟลอเรนซ์ (Florence)

ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะต้นกำเนิดของศิลปะเรอเนสซองส์ และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมคลาสสิก พิพิธภัณฑ์ และบรรยากาศโรแมนติกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอาร์โน เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินในยุคกลาง และเป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับตำนาน เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี, ไมเคิลแองเจโล และ บอตตีเชลลี ตระกูลเมดีชีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนศิลปะอย่างมาก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ฟลอเรนซ์กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของยุโรป ในปี ค.ศ. 1982 ใจกลางเมืองเก่าของฟลอเรนซ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ได้แก่ มหาวิหารฟลอเรนซ์ เป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ โดดเด่นด้วยโดมอิฐขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางวิศวกรรมในสมัยนั้น และสร้างเสร็จในปี 1436, พระราชวังปาลาซโซเวคคิโอ พระราชวังป้อมปราการจากศตวรรษที่ 13 ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีห้องโถงตกแต่งอย่างหรูหราและลานภายในที่งดงาม, หอศิลป์อุฟฟีซี ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นเอกจำนวนมากจากยุคกลางจนถึงยุคเรอเนซองส์, สะพานเวคคิโอ สะพานหินโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีร้านค้าเรียงรายบนสะพานอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นต้น

ไม่ว่าเพื่อนๆจะเลือกเดินทางไปเมืองใดใน 12 เมืองนี้ ทุกแห่งล้วนมีบางสิ่งที่จะฝากไว้ในความทรงจำ บางเมืองจะทำให้ทุกคนหลงใหลในศิลปะ บางเมืองจะทำให้ทุกคนยิ้มกับรสชาติอาหาร และบางเมืองอาจทำให้ทุกคนอยากกลับมาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว หากคุณกำลังฝันอยากเดินทางไปชมโคลอสเซียม ล่องเรือกอนโดลา จิบไวน์ท่ามกลางไร่องุ่น หรือถ่ายรูปในตรอกเมืองเก่าที่งดงามราวภาพวาด… ตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุดแล้ว! จองทัวร์อิตาลี

จำนวนผู้เข้าชม 197 ครั้ง