Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 22.00 น.

Hotline

083-885-3011

เราช่วยคุณได้

@epictripsthailand

Travel License : 11/12758

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

แนะนำ 10 ที่เที่ยวต้องไปสักครั้ง "ประเทศตุรกี"

แนะนำ 10 ที่เที่ยวต้องไปสักครั้ง

24

Sep

ตุรเคีย

แนะนำ 10 ที่เที่ยวต้องไปสักครั้ง "ประเทศตุรกี"

  ตุรกี หรือ ตุรเคีย เป็นประเทศที่ตั้งคร่อมทวีปเอเชียและยุโรป เป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เมืองหลวงคือ อังการา แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมคือ อิสตันบูล ซึ่งมีจุดเด่นคือตั้งอยู่บนสองทวีป ตุรกีเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ รวมถึงมีมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สำคัญมากมาย สถานที่ถ่ายรูปสวยๆ ที่สำคัญ.....ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทยถึง 30 วันอีกด้วย 

  ซึ่งวันนี้ทาง Epic Trips ได้รวบรวมมาให้ครบทุกจุดสำหรับ 10 ที่เที่ยวห้ามพลาดในตุรกี ที่ต้องไปเช็คอินให้ได้สักครั้ง!

1. คัปปาโดเกีย (Cappadocia)

เมืองท่องเที่ยวสุดฮอตอันดับหนึ่งของตุรกี ดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออกมาปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เมื่อวันเวลาผ่านไปเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวยคว่ำปล่องกระโจมโดม จนได้ชื่อว่า “ดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า” และองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี กิจกรรมไฮไลต์คือ การขึ้นบอลลูนชมทิวทัศน์ในยามเช้า และสำรวจโบสถ์และถ้ำที่แกะสลักจากหิน ซึ่งเป็นหลักฐานของชุมชนคริสเตียนยุคแรก 

2. ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle)

ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) หรือเรียกอีกชื่อว่า ปามุคคาเล (Pamukkale) มีลักษณะเป็นเนินเขาหินปูนสีขาว เกิดจากน้ำพุร้อนที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตสะสมตกกะกอนเป็นชั้นๆ กลายเป็นระเบียงน้ำที่สวยงาม ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้น เป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาว ซึ่งมีความงดงามมาก อีกทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ทั้งในแง่ธรรมชาติและประวัติศาสตร์อีกด้วย ช่วงที่สวยที่สุดสำหรับปราสาทปุยฝ้ายคือ ปลายฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-ต้นมิถุนายน) และ ต้นฤดูใบไม้ร่วง (ปลายกันยายน-ตุลาคม) เนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงฤดูร้อน

3. เมืองโบราณเอเฟซัส (City of Ephesus)

เมืองโบราณเอเฟซัส (City of Ephesus) ในอดีตเป็นเมืองท่าที่สำคัญของสมัยกรีกโบราณและจักรวรรดิโรมัน เป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง ในอดีตเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในเเถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมันสิ่งก่อสร้างที่คงเหลือให้ได้ชมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีอายุนับแต่สมัยจักรพรรดิออกุสตุส ราวศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา และล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติกที่มีความอ่อนหวาน และฝีมือประณีต ภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ที่สำคัญ อาทิ โรงอาบน้ำ และโรงละครโบราณที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 25,000 คน ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ที่มีชื่อเสียงจากซากปรักหักพังที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี เมืองนี้ยังมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการค้าและศาสนา โดยมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุคแรกอีกด้วย

4. พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ (Goreme Open Air Museum)

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ (Goreme Open Air Museum) เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกที่มีชื่อเสียงจากกลุ่มโบสถ์ อาราม และบ้านเรือนที่สลักเข้าไปในหินทัฟฟ์ภูเขาไฟ เพื่อเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวคริสต์ในอดีตตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ถึง 12 โดยเฉพาะในยุคไบแซนไทน์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังแบบเฟรสโกที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนา และชมสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์จากการเจาะถ้ำหินภูเขาไฟ และเป็นสถานที่ทางจิตวิญญาณอันเกิดจากการสลักหิน พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะถ้ำหินหลายลูกเพื่อทำเป็นโบสถ์สำหรับเป็นศูนย์รวมของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในอดีต ปัจจุบันมีบทบาทเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดที่แสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษชาวคัปปาโดเชียนได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณที่สามารถนั่งดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์โดยรอบ

5. สุเหร่าสีน้ำเงิน (Blue Mosque)

ต่อไปเข้ามาในเมืองอิสตันบูลกันบ้าง... สุเหร่าสีน้ำเงิน (Blue Mosque) สัญลักษณ์ของเมืองอิสตันบูล และสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางมาเยือนเมืองอิสตันบูล สุเหร่าแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องอัซนิค บนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใสลายดอกไม้ต่างๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิปคาเนชั่น ฯลฯ ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปทำละหมาด 24 ชั่วโมง ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1609-1616 ภายใต้การปกครองของสุลต่านอาห์เมตที่ 1 เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมัน ชื่อ "สุเหร่าสีน้ำเงิน" มาจากกระเบื้องสีฟ้าสดใสหลายหมื่นชิ้นที่ประดับอยู่ภายใน ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สำคัญ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกอีกด้วย 

6. มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia)

มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมานานเกือบพันปี ด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมทั้งภายนอกและภายใน มหาวิหารแห่งนี้จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 3 ล้านคนต่อปี และเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดในตุรกีเลยทีเดียว สถานที่แห่งนี้มีประวัติมายาวนานกว่า 1,500 ปี เริ่มจากเป็นโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ในจักรวรรดิไบแซนไทน์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดโดยจักรวรรดิออตโตมัน และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ก่อนจะกลับมาเป็นมัสยิดอีกครั้งในปี ค.ศ.2020 

7. ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Strait)

ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Strait) เป็นช่องแคบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยแบ่งระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย เป็นเส้นทางน้ำเชื่อมระหว่าง ทะเลดำ(The Black Sea) กับ ทะเลมาร์มารา(Sea of Marmara) ผ่านเมืองอิสตันบูล มีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตร และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และเป็นจุดท่องเที่ยวที่ยอดนิยม ถือเป็นหนึ่งในช่องแคบเลื่องชื่ออันดับต้นๆของโลก ซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเลยคือ การล่องเรือชมวิวโดยรอบ ชมทิวทัศน์อันงดงามของสถาปัตยกรรมสำคัญ เช่น พระราชวังดอลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace), หอคอยกาลาตา (Galata Tower), และมัสยิดที่สวยงามมากมาย

8. จัตุรัสทักซิมสแควร์ (Taksim Square)

จัตุรัสทักซิมสแควร์ (Taksim Square) คือใจกลางของอิสตันบูลยุคใหม่ หนึ่งในแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่เป็นย่านที่คึกคักที่สุดในมหานครอิสตันบูล เพราะเป็นย่านที่เป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีช้อปปิ้งสตรีทที่รายล้อมไปด้วยร้านค้าทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ดังให้ท่านได้เลือกซื้อมากมาย จุดเด่นคืออนุสาวรีย์สาธารณรัฐ (Republic Monument) ซึ่งสร้างเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี และ ถนนอิสตันบลู (İstiklal Caddesi) ถนนคนเดินสายหลักที่มีรถรางสีแดงวิ่งผ่าน

9. ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar)

ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) เป็นหนึ่งในตลาดในร่มที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ตลาดนี้กินเนื้อที่กว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วยร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน ขายของสารพัด ตั้งแต่ทองหยอง เครื่องประดับ พรม เครื่องเงิน เครื่องหนัง กระเบื้อง เครื่องทองแดง ทองเหลือง สินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก ฯลฯ และที่นี่ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ถือเป็นมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม 

10. พระราชวังทอปกาปิ (Topkapi Palace)

พระราชวังทอปกาปิ (Topkapi Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1459-1478 และเป็นที่ประทับของสุลต่านและราชวงศ์ออตโตมันมานานกว่า 400 ปี ก่อนจะย้ายไปประทับที่พระราชวังโดลมาบาเชในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1924 สร้างโดย 'จักรพรรดิเมห์เม็ตผู้พิชิต'(Mehmet The Conqueror) ในอดีตพระราชวังทอปกาปึเคยเป็นสถานที่ฝึกขุนนางทหารรับใช้ของสุลต่านชาวตุรกี โดยการนำการจัดทัพแบบยุโรปมาใช้ ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปึกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่าอาทิ เช่น เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่าน

"ตุรกี...ไม่ได้เป็นแค่ปลายทาง แต่คือประสบการณ์" ไม่ว่าจะเป็นภาพบอลลูนลอยฟ้าท่ามกลางหินรูปร่างแปลกตาที่คัปปาโดเกีย เสียงเรียกละหมาดท่ามกลางอิสตันบูลที่คึกคัก หรือน้ำแร่สีขาวบริสุทธิ์ของปามุคคาเล่ที่สะท้อนแสงแดดราวกับหิมะ ตุรกีคือประเทศที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความหลากหลาย และมนต์เสน่ห์ที่สัมผัสได้ด้วยใจ ที่นี่...คุณจะได้เห็นยุโรปและเอเชียในที่เดียวกัน ได้ชิมอาหารที่รสชาติเหนือความคาดหมาย และได้พบผู้คนที่แม้พูดคนละภาษา แต่ก็ยินดีต้อนรับคุณเสมือนญาติผู้มาเยือน หากเพื่อนๆกำลังมองหาการเดินทางที่มากกว่าการพักผ่อน ตุรกีอาจเป็นคำตอบที่ใช่! 

เพราะบางครั้ง...จุดหมายที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ที่ที่ใครๆไป แต่คือที่ที่เราได้ “รู้สึก” จริงๆ ว่าเราได้ไปถึง... หรือหากใครต้องการตัวช่วยในการจัดทริปล่ะก็สามารถคลิก จองทัวร์ตุรกี กับเราได้เลย!

จำนวนผู้เข้าชม 199 ครั้ง